GOOD
ENOUGHA quiet place on the internet
Menu

HUSHVILLE · EPISODE 109

The Mirror of Others

กระจกของคนอื่น

This story is currently available in Thai. The complete original text is shown below.

Cover illustration for The Mirror of Others, episode 109

เช้าวันหนึ่งใน HushVille มีป้ายประกาศเล็ก ๆ ถูกแขวนไว้หน้าศาลากลางหมู่บ้าน

“งานสวนหน้าบ้านประจำฤดูใบไม้ร่วง ใครมีสวนที่น่ารักที่สุด จะได้รับโคมไฟดาวหนึ่งดวง”

ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนคิดการแข่งขันนี้ขึ้นมา แต่ตอนแรกทุกคนก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องสนุกดี

Nuki เป็นคนแรกที่เริ่มลงมือ เขาไปซื้อเมล็ดดอกไม้จากร้านของ Mona ขุดดินตั้งแต่เช้า และวางก้อนหินเล็ก ๆ เป็นทางเดินเข้าบ้านอย่างตั้งใจ

“ฉันชอบดอกสีเหลือง” Nuki บอก Mona ขณะเลือกเมล็ดดอกไม้ “มันเหมือนแดดตกค้างอยู่บนพื้น”

สองวันต่อมา ดอกไม้ยังไม่ทันงอก แต่ Nuki เดินผ่านบ้านของ Theo และเห็นสวนของเขา

มีดอกลาเวนเดอร์เรียงกันเป็นแนว ม้านั่งไม้เก่าอยู่ใต้ต้นเมเปิล และกาน้ำชาสีเขียววางอยู่บนโต๊ะตัวเล็ก ทุกอย่างดูเหมือนอยู่ตรงที่ของมันพอดี โดยไม่ต้องพยายามเรียกร้องความสนใจจากใคร

Nuki ยืนมองอยู่นาน

เย็นวันนั้นเขากลับไปถอนเมล็ดดอกสีเหลืองที่เพิ่งปลูกออกครึ่งหนึ่ง

“ทำไมถอนล่ะ” Mona ถาม

“มันธรรมดาเกินไป”

วันต่อมา Nuki ไปซื้อกระถางใหม่สามใบ แล้วอีกวันก็ซื้อโคมไฟ อีกสองวันต่อมาเขาเริ่มตัดแต่งต้นไม้เป็นรูปดาว เพราะได้ยินมาว่าคนจากบ้านฝั่งตะวันตกทำพุ่มไม้เป็นรูปพระจันทร์

สวนที่เคยเป็นสถานที่ที่เขานั่งดื่มชาตอนเย็น ค่อย ๆ กลายเป็นสถานที่ที่เขายืนมองจากอีกฝั่งถนน เพื่อจินตนาการว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรเมื่อเดินผ่านมา

---

Toma ไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขัน

เขายังคงปล่อยให้ใบไม้แห้งกองอยู่ใต้ต้นไม้ และมีหญ้าบางต้นขึ้นผิดที่ผิดทางตามใจของมัน

บ่ายวันหนึ่ง Nuki เดินผ่านมา เห็น Toma นอนอ่านหนังสืออยู่บนเปล

“นายไม่คิดจะจัดสวนหน่อยหรือ” Nuki ถาม

Toma ลดหนังสือลงเล็กน้อย

“จัดอยู่”

Nuki มองไปรอบ ๆ

“ตรงไหน?”

Toma ชี้ไปที่ถ้วยชาบนโต๊ะ

“ฉันย้ายมันจากตรงแดดมาไว้ตรงร่ม”

Nuki หัวเราะ แต่เป็นเสียงหัวเราะที่ไม่ค่อยสบายใจนัก

เขามองสวนของ Toma แล้วพบสิ่งประหลาดอย่างหนึ่ง

มันไม่ได้สวยที่สุด

แต่เมื่อยืนอยู่ตรงนั้น เขารู้สึกว่าโล่งใจอย่างประหลาด

---

หนึ่งสัปดาห์ก่อนวันประกวด ป้ายเล็ก ๆ เริ่มปรากฏหน้าบ้านหลายหลัง

“กรุณาอย่าเหยียบหญ้า”

“โปรดอย่าจับดอกไม้”

“ห้ามสัตว์เลี้ยงเข้า”

Blub เคยเดินผ่านสวนของเพื่อนบ้านแล้วเผลอเตะก้อนกรวดออกจากแนว เจ้าของบ้านรีบออกมาจัดมันกลับที่ทันที Blub ขอโทษ แต่คืนนั้นเขาเล่าให้ Mona ฟังว่า เขารู้สึกเหมือนตัวเองทำของสำคัญบางอย่างพัง ทั้งที่มันเป็นเพียงก้อนหินก้อนหนึ่ง

หมู่บ้านที่เคยเดินผ่านบ้านกันง่าย ๆ เริ่มมีรั้วเล็ก ๆ มากขึ้น

ผู้คนยังกล่าวสวัสดีกันเหมือนเดิม แต่บางครั้งหลังจากกล่าวสวัสดีแล้ว สายตาจะเผลอเหลือบมองสวนของอีกฝ่าย

และกลับไปมองสวนของตัวเอง

---

คืนก่อนวันประกวด ฝนตกหนัก

ลมจากหุบเขาพัดกระถางดอกไม้ของ Nuki ล้มลงสองใบ โคมไฟกระดาษเปียกจนยับ พุ่มไม้รูปดาวที่เขาตัดอยู่หลายวันเสียรูปไปครึ่งหนึ่ง

Nuki ยืนอยู่กลางฝน พยายามใช้เชือกผูกต้นไม้กลับเข้าที่

Mona วิ่งมาพร้อมร่ม

“พอแล้ว Nuki พรุ่งนี้ค่อยทำก็ได้”

“ไม่ได้”

“ฝนตกหนักนะ”

Nuki ไม่ตอบ เขายังคงดึงเชือกต่อไปจนมือสั่น

เมื่อ Mona เข้าไปใกล้ เธอเห็นว่าสิ่งที่อยู่บนหน้า Nuki ไม่ได้มีเพียงน้ำฝน

“ถ้าสวนฉันแย่ที่สุดล่ะ”

Mona เงียบไปครู่หนึ่ง

“ก่อนมีป้ายประกวด นายชอบสวนนี้ไหม”

Nuki หยุดมือ

คำถามนั้นดูเหมือนง่าย แต่เขากลับตอบไม่ได้ทันที

เขามองดินที่เปียกอยู่ใต้เท้า แล้วนึกถึงดอกไม้สีเหลืองที่เคยอยากปลูก

นานจนจำแทบไม่ได้แล้วว่า เขาถอนมันออกไปเพราะอะไร

---

เช้าวันรุ่งขึ้น แดดออก

กรรมการเดินดูสวนทุกหลังตั้งแต่เช้า

ตอนบ่าย ผู้คนมารวมตัวกันหน้าศาลากลางเพื่อฟังผล

Theo ได้โคมไฟดาว

ทุกคนปรบมือ

Nuki ก็ปรบมือด้วย

แต่ในช่วงสั้น ๆ ก่อนที่มือทั้งสองข้างของเขาจะกระทบกัน เขารู้สึกถึงอะไรบางอย่างแล่นขึ้นมาในอก

เป็นความคิดเล็ก ๆ ที่เขาไม่ได้เชิญ

"สวนของ Theo ไม่ได้ดีขนาดนั้นเสียหน่อย"

แล้วอีกความคิดหนึ่งก็ตามมา

"ถ้าฝนเมื่อคืนไม่ตก ฉันอาจจะชนะ"

Nuki ตกใจกับความคิดของตัวเองเล็กน้อย

Theo เดินมาหาเขาหลังงานจบ

“ฉันชอบทางเดินหินของนาย” Theo บอก “โดยเฉพาะก้อนที่วางไม่ตรงกันตรงหัวมุม”

Nuki มองไปที่สวนของตัวเอง

“ฉันตั้งใจจะจัดมันใหม่”

Theo หยุดคิด

“อย่าจัดเลย ฉันว่ามันดีแล้ว”

เย็นนั้น Nuki ถอดโคมไฟบางดวงออก เก็บป้าย “กรุณาอย่าเหยียบหญ้า” เข้าไปในบ้าน แล้วเดินไปที่ร้านของ Mona

“ยังมีเมล็ดดอกไม้สีเหลืองเหลือไหม”

Mona ไม่ถามอะไร

เธอเพียงหยิบถุงเล็ก ๆ ส่งให้

---

หลายเดือนต่อมา Theo นำหนังสือเล่มหนึ่งมาให้ Nuki

ในนั้นมีคำภาษาฝรั่งเศสคำหนึ่งที่นักปรัชญาชื่อ Jean-Jacques Rousseau เคยใช้

- amour-propre -

Rousseau มองว่ามนุษย์มีความรักต่อตัวเองอย่างน้อยสองลักษณะ

อย่างแรกคือ amour de soi — ความรู้สึกธรรมดาที่ทำให้เราต้องการมีชีวิตอยู่ ดูแลตัวเอง หลีกเลี่ยงความเจ็บปวด และแสวงหาสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิต

แต่อีกแบบคือ amour-propre

มันเกิดขึ้นเมื่อคำถามเปลี่ยนจาก

“ฉันพอใจกับสิ่งนี้ไหม”

เป็น

“เมื่อเทียบกับคนอื่น ฉันดีพอหรือยัง”

คุณค่าของเราไม่ได้อยู่ในสิ่งที่เรามีหรือสิ่งที่เราเป็นเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มันเริ่มขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เราอยู่ในสายตาของผู้อื่น

เมื่อคนอื่นได้รับคำชม ความสุขของเขาจึงอาจกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกเล็กลง

เมื่ออีกคนสวยกว่า รวยกว่า เก่งกว่า หรือได้รับการยอมรับมากกว่า เราไม่ได้เพียงเห็นความสำเร็จของเขา แต่เผลออ่านมันราวกับเป็นหลักฐานบางอย่างเกี่ยวกับความไม่เพียงพอของเรา

จากตรงนี้ ความอิจฉาจึงเกิดขึ้นได้ง่าย

ไม่ใช่เพราะเราต้องการสิ่งนั้นจริง ๆ เสมอไป

บางครั้งเราเพียงต้องการ "ไม่ให้คนอื่นมีมากกว่าเรา"

และหากคุณค่าของเราต้องอาศัยการยอมรับจากผู้อื่นตลอดเวลา โลกก็อาจค่อย ๆ กลายเป็นสนามแข่งขันที่ไม่มีเส้นชัย เพราะต่อให้เราได้รับโคมไฟดาวหนึ่งดวง วันรุ่งขึ้นก็อาจมีใครบางคนได้รับสองดวง

---

ปลายฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้สีเหลืองของ Nuki บานเต็มหน้าบ้าน

มันไม่ได้เรียงเป็นแนว

บางต้นสูง บางต้นเตี้ย และมีอยู่ต้นหนึ่งขึ้นอยู่ตรงกลางทางเดินอย่างไม่มีเหตุผล

วันหนึ่ง Nuki ก้มลงคิดว่าจะถอนมันออก

เขาหยุดอยู่ครู่หนึ่ง

แล้วปล่อยมันไว้ตรงนั้น

เย็นวันนั้น ไม่มีใครเดินผ่านมาชมสวน ไม่มีกรรมการ ไม่มีรางวัล และก็ ไม่มีเสียงปรบมือ

Nuki นั่งลงบนบันไดหน้าบ้าน ดื่มชาร้อน และมองดอกไม้สีเหลืองไหวไปตามลม

เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่สวนของเขาไม่ได้ดูเหมือนสวนที่ดีที่สุดใน HushVille

มันเพียงเป็นสวนที่เขาชอบ

และบางที

สำหรับชีวิตหนึ่งชีวิต

นั่นอาจเพียงพอแล้ว

“The moment we need to be better than someone else in order to feel enough, our happiness is no longer entirely ours.”

เมื่อไหร่ ที่เราต้องการดีกว่าคนอื่น เพื่อให้รู้สึกพึงพอใจ เราก็สูญเสียตัวตนไปแล้ว

#goodenough

Saved pages

Saved only in this browser; not synced across devices and may be lost when browser data is cleared.

Find a page you love? Choose “Save this page” to return to it here.